เพลงสรรเสริญพระบารมี ฉบับเนื้อร้องละคอนดึกดำบรรพ์!


 

งานบันทึกเสียงครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งที่เราได้ย้อนประวัติศาสตร์ของเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่นำเนื้อร้องพระนิพนธ์เริ่มต้นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงบรรจุไว้ในบทละคอนดึกดำบรรพ์คณะวังบ้านหม้อของเจ้าพระยาเทเวศร์วงวิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชรฯ) มาเป็นกรณีศึกษา

โครงสร้างของเสียงในแผ่นปาเต๊ะแผ่นนี้ มีดังนี้:

- เพลงรัวดึกดำบรรพ์ (ดนตรีบรรเลง วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์)
- เพลงสรรเสริญพระบารมี (มีขับร้องคู่ วงดนตรีบรรเลงเคล้า ระนาดตีทางเก็บตลอด)
- เพลงกราวรำสองชั้น (ดนตรีบรรเลง มีปี่สวมเพิ่มเข้ามาในวง บรรเลงสองรอบใหญ่ ลงท้ายหักทอดทำนอง)

 

ธรรมเนียมของการเล่นละคอนดึกดำบรรพ์นั้น จะลงท้ายจบการแสดงด้วยบทถวายพระพร/อาศิรวาทถวายความจงรักภักดี บรรจุทำนองเพลงที่สง่าผ่าเผย เช่น นางนาค มหาฤกษ์ มหากาล ทองย่อน มอญแปลง เป็นต้น แล้วออกทำนองรัว ซึ่งเป็นทำนองเฉพาะ เรียกว่า “รัวดึกดำบรรพ์” (ตัดทอนมาจากทำนองรัวฉิ่งท้ายเรื่องเพลงฉิ่งพระฉัน ทำให้สั้นกว่า) แล้วส่งเพลงสรรเสริญพระบารมี ส่วนกราวรำจะต่อท้ายหรือเปล่านั้น ที่จริงไม่มีปรากฏในต้นฉบับบทละคอนดึกดำบรรพ์เรื่องอื่นๆนอกจากเรื่องรามเกียรติ์ตอนศูรปนักขาตีสีดา ส่วนที่มาอยู่ในบทคอนเสิร์ตตรงนี้ ก็น่าจะเป็นการอาศัยทั้งสองธรรมเนียมคือละคอนดึกดำบรรพ์ที่มีการขับร้องบทถวายพระพร และการแสดงโขนที่เป็นการแสดงเชิงพิธีกรรมที่มีเพลงกราวรำมาต่อท้ายเป็นสัญลักษณ์การลงจบอย่างสมบูรณ์

บทขับร้องสรรเสริญพระบารมีที่ได้ยิน เป็นบทที่ทรงพระนิพนธ์เอาไว้ให้นักแสดงละครดึกดำบรรพ์ร่วมขับร้องถวายพระพร ดังนี้ :


อ้าพระนฤปวง ทรงสิรวัฑฒนา
จงพระพุทธศา สนฐีติยง
ราชรัฐจงจิรัง ทั้งบรมวงศ์
ทีรฆดำรง ทรงกรุณาประชาบาล
ราชธรรมรักษา เปนหิตานุหิตสาร
ขอบันดาล ธประสงค์ ใด
จงสิทธิดัง หวังพระหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉนี้ ฯ

เนื้อร้องนี้เป็นเนื้อร้องเฉพาะที่ใช้อยู่ในกลุ่มนักแสดงละคอนดึกดำบรรพ์ของคณะเจ้าพระยาเทเวศร์ฯและนักร้องคอนเสิตที่ทำงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นเนื้อร้องที่ประชาชนทั่วไปใช้ขับร้อง (หมายถึงเนื้อร้องอื่นๆที่นิยมกว่า)

ตามประวัติว่าละคอนดึกดำบรรพ์แรกเล่นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ ในการรับแขกเมืองที่มาเฝ้าในปีนั้น ก่อนนั้นการรับแขกเมืองจะเป็นการแสดงเพลงคอนเสิร์ตเล่าเรื่อง ซึ่งเริ่มต้นจากคอนเสิร์ตเรื่องรามเกียรติ์ตอนนางลอย ต้อนรับเคาน์ออฟตูริน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ ซึ่งไม่ปรากฏบทขับร้องสรรเสริญพระบารมีในบทพระนิพนธ์นางลอย แต่เมื่อการรับแขกเมืองศักดิ์สูงในยุคต่อมาเปลี่ยนมาเป็นการใช้ละคอนดึกดำบรรพ์ ก็มีการจัดวางรูปแบบการแสดงและเนื้อหาที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งกรณีนี้คงรวมการบรรจุเพลงสรรเสริญพระบารมีเข้าไปด้วยในตอนท้าย แม้นอกวาระการรับแขกชั้นสูง ท่านเจ้าพระยาเทเวศร์ฯก็ยังจัดละคอนดึกดำบรรพ์ให้คนทั่วไปได้ดูกันที่โรงละครริมถนนอัษฎางค์กันต่อมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๒ จึงยุติการแสดง ซึ่งช่วงเวลาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๕๒ ก็ได้เกิดมีการบันทึกแผ่นเสียงละคอนดึกดำบรรพ์เอาไว้เป็นหลักฐานด้วย

ชื่อของนักร้องที่ปรากฏอยู่บนแผ่น “หม่อมเจริญ” และ “แม่เทศ” ล้วนเป็นคนสำคัญของโรงละครวังบ้านหม้อทั้งคู่ และมีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่องค์ความรู้ทางดนตรีไทยนาฏศิลป์ให้แก่สังคมไทยในยุคต่อมา

หม่อมเจริญ คือ หม่อมเจริญ กุญชร ฯ อดีตหม่อมถวายงานรับใช้เจ้าพระยาเทเวศร์ เป็นคนร้องเสียงดี ทำหน้าที่ต้นเสียงการขับร้องทั้งงานละครและคอนเสิร์ต ต่อมาไปพำนักอยู่กับบ้านครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ใช้นามสกุลตามท่านครูจางวางทั่ว และถ่ายทอดหลักการขับร้องเอาไว้ให้ลูกศิษย์สำนักพาทยโกศลเป็นต้นแบบยึดถือมาจนทุกวันนี้ รวมทั้งแต่งทางร้องให้เพลงใหม่ๆที่เป็นผลงานท่านครูจางวางทั่ว นักดนตรีศิษย์บ้านพาทยโกศลเรียกท่านว่า “นายแม่หม่อมเจริญ” แนวทางขับร้องที่กล่าวกันว่าพาทยโกศลร้องอย่างโบราณ ใช้เทคนิคการตกแต่งประดับประดาน้อยกว่าสายอื่น ถ้าพิจารณากันจริงๆก็คือการอนุรักษ์ต้นแบบทางร้องของนายแม่หม่อมเจริญนี้เป็นสรณะ


แม่เทศ คือ คุณหญิงเทศ สุวรรณภารต ภรรยาของพระยานัฎกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) อดีตเจ้ากรมมหรสพ สามีของท่านผู้ที่มีบทบาทในการจัดวางท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ และเป็นครูสอนโขนคนสำคัญของวงการนาฏศิลป์ไทย ตัวคุณหญิงเทศเองก็เป็นผู้มีความรู้ในกระบวนรำหน้าพาทย์อย่างยิ่งอีกท่านหนึ่ง รวมทั้งเป็นผู้ต่อท่ารำเพลงองค์พระพิราพให้ลูกศิษย์ในสายวิชาของท่านด้วย อาทิ ครูสมยศ เปี่ยมลาภ, ครูเวนิช เชียรวงศ์ การที่ครูผู้หญิงสามารถรำโขนได้จนถึงวิชาสูงสุดนี้ไม่ธรรมดาแน่ การปรากฏชื่อคุณหญิงเทศเป็นนักร้องร่วมกับหม่อมเจริญนั้น ถือว่าเป็นการพิสูจน์ความสามารถอีกด้านหนึ่งของท่านว่านอกจากจะรำได้ดีแล้ว ยังขับร้องได้ดีจนเป็นที่ยกย่องบนหน้าฉลากแผ่นเสียงได้

เรื่องน่าสนใจอีกด้านคือ ทั้งหม่อมเจริญและคุณหญิงเทศ มีชื่อถูกระบุเอาไว้ในบท “ศิลปการแต่งหน้า” พระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทั้งส่วนของสาส์นสมเด็จและ “สูตรการแต่งหน้าละคอนดึกดำบรรพ์” ซึ่งหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดาของพระองค์ท่านทรงประทานอธิบายเสริมเอาไว้ในบท “สังคีตวาทิตวิธีวิจารณ์” หนังสือชุมนุมบทละคอนและบทคอนเสิต ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯได้ทรงยกตัวอย่างของวิธีการสังเกตลักษณะใบหน้า ปาก คิ้ว ขาตะไกร โหนกแก้ม ของหม่อมเจริญและคุณหญิงเทศ ซึ่งโดยพื้นฐานไม่ใช่คนสวยนัก (หม่อมเจริญปากกว้าง จมูกแบน คิ้วและตาชิดกัน ขาตะไกรใหญ่, ส่วนคุณหญิงเทศ ปากหนามาก ตาเล็กมาก โหนกแก้มสูง) โดยทรงหาวิธีแก้ไขการแต่งหน้าตัวละคอนโดยบันทึกเทคนิควิธีการไว้อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อื่นช่วยเขียนแทนได้ เป็นการสะท้อนพระอัจริยภาพการเป็น Makeup Artist ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และหากแก้ไขได้ตามที่ทรงวินิจฉัยไว้ ทั้งสองท่านก็คงจะกลายเป็นคนงามเพราะแต่งขึ้นมากทีเดียว

 
นำเสนอโดย: สมาคมนักอนุรักษ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย (www.talkingmachine.org) และ พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย (www.thaiflag.org) และ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระนคร (www.bangkokmuseum.org)
ขอขอบคุณ: สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ กัญญา ศรีภุมมา
จัดทำเว๊บไซต์โดย: วรกุล งามสระคู